กระแสคัดค้านการซื้อเรือดำน้ำ กำลังลุกลามบานปลาย ยิ่งจะทำให้สถานการณ์การเมืองรุนแแรงมากขึ้น ภายหลังคณะอนุกรรมาธิการครุภัณฑ์ ไอซีที รัฐวิสาหกิจ และทุนหมุนเวียน ในคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.บ. งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2564 มีมติ 5 ต่อ 4 เห็นชอบงบจัดซื้อเรือดำน้ำจากประเทศจีนของกองทัพเรือ จำนวน 2 ลำ วงเงิน 2.25 หมื่นล้านบาท

  • แน่นอนฝ่ายค้านโดยพรรคเพื่อไทย ซึ่งอยู่ในคณะอนุกรรมาธิการครุภัณฑ์ฯ เสียงข้างน้อย ได้ออกมาคัดค้านเดินหน้าหน้าแฉความไม่ชอบมาพากล พบว่าการจัดซื้อเรือดำน้ำนั้นไม่ใช่สัญญาจีทูจีระหว่างรัฐกับรัฐ แต่เป็นเพียงข้อตกลงที่เซ็นสัญญากับบริษัทเอกชนของจีน ในการจัดซื้อเรือดำน้ำเพียง 1 ลำเท่านั้น ไม่ใช่ 2 ลำ หรือ 3 ลำ และสัญญาฉบับนี้อาจต้องเป็นโมฆะ
  • ต้องจับตาดูในวันที่ 26 ส.ค.นี้ มีการประชุมคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2564 จะมีการทบทวนการจัดซื้อเรือดำน้ำหรือไม่ แม้มีความพยายามอธิบายเหตุจำเป็นการจัดซื้อตามงบประมาณก่อหนี้ผูกพัน และต้องใช้เวลาหลายปีในการจัดซื้อ มีการผ่อนชำระเป็นงวดๆ แต่สุดท้ายจะทนกระแสคัดค้านได้หรือไม่ ท่ามกลางการชุมนุมต่อต้านรัฐบาลที่กำลังเข้มข้นขึ้น
  • ย้อนไปเมื่อวันที่ 18 เม.ย.2560 รัฐบาล คสช.เคยมีมติเห็นชอบจัดซื้อเรือดำน้ำ หยวนคลาส เอส 26 ที (Yuan Class S26T) จำนวน 1 ลำ วงเงิน 1.35 หมื่นล้านบาท โดยไม่มีการแถลงข่าว อ้างว่าเป็นเอกสารลับที่สุด และเป็นโหมดงานด้านความมั่นคง ก่อให้เกิดข้อวิพากษ์วิจารณ์กระทบความเชื่อมั่นที่มีต่อรัฐบาล คสช.และกองทัพ จนลดน้อยถอยลงไป กระทั่งปีงบประมาณ 2563 จะขอจัดซื้ออีก 2 ลำ แต่ก็ได้เลื่อนออกไปในปีงบประมาณ

“ทีมข่าวเจาะประเด็นไทยรัฐออนไลน์” ต่อสายคุยกับ “รศ.ดร.ธนภัทร ปัจฉิมม์” คณบดีโรงเรียนกฎหมายและการเมือง มหาวิทยาลัยสวนดุสิต ถึงประเด็นปัญหาที่รัฐบาล “บิ๊กตู่” กำลังเผชิญ ทั้งจากม็อบชุมนุมเคลื่อนไหวต่อต้านรัฐบาล และล่าสุดประเด็นร้อนแรงการจัดซื้อเรือดำน้ำของกองทัพเรือ ซึ่งอาจมาผสมโรงยิ่งทำให้อายุของรัฐบาลสั้นลง โดยมองว่า ประเด็นการจัดซื้อ “เรือดำน้ำ” จะกลายเป็นน้ำผึ้งหยดเดียว หากรัฐบาลไม่ทำอะไรเลย จะก่อปัญหาลุกลามบานปลายในบ้านเมืองมากขึ้นอย่างแน่นอน ควรต้องยุติซื้อเรือดำน้ำ เพราะไม่เอื้อต่อเศรษฐกิจที่กำลังวิกฤติในขณะนี้

“ยิ่งขณะนี้มีการเคลื่อนไหวของกลุ่มม็อบนิสิตนักศึกษา มีการเปลี่ยนรูปแบบการชุมนุม โดยมีเด็กมัธยมออกมาเข้าร่วมอยู่ฝ่ายตรงกันข้ามกับรัฐบาล มาผสมกับกลุ่มเสรีประชาธิปไตยสุดโต่ง หากรัฐบาลเข้ามาขัดขวาง ยิ่งทำให้สถานการณ์บานปลายไปกันใหญ่ ยิ่งจับยิ่งทำให้คนลุกฮือเข้าร่วมมากขึ้น ไม่รวมปัญหาเศรษฐกิจที่ตกต่ำ ทุกอย่างถาโถมเข้ามา และล่าสุดประเด็นเรือดำน้ำ รัฐบาลอย่ากลัวเสียหน้า เพราะประเทศชาติช้ำมาเยอะแล้ว หากมองไม่เหมาะสม ก็ถอนออกไป และไปฟื้นเศรษฐกิจ น่าจะถูกใจประชาชนมากกว่า ไม่แน่ใจว่าเรือดำน้ำไปเกี่ยวกับผลประโยชน์อะไร จึงพยายามดึงดันจะซื้อ”

กรณี เรือดำน้ำ ถือเป็นปัจจัยหนึ่งมีผลต่อความเชื่อมั่นในรัฐบาล ซึ่งไม่ถึงกับทำให้รัฐบาลอยู่ไม่ได้ คาดว่ารัฐบาลคงมีเกมเกาะมวลชนในการเปิดพื้นที่ให้คนเหล่านี้เข้ามามีส่วนร่วม เพื่อแก้ปัญหาบางอย่าง เป็นการซื้อและยื้อเวลา หากไม่ทำอะไรจะกลายเป็นประเด็นลุกลาม ดังนั้นควรรีบจัดเวทีแก้ไขรัฐธรรมนูญ ควรกำหนดกรอบกติกาให้ชัดเจนว่าจะเริ่มเมื่อไหร่และทำอย่างไร ซึ่งแน่นอนต้องชัดเจนไม่แตะต้องสถาบัน ไม่เช่นนั้นจะเป็นการเรียกแขกมากขึ้น

นอกจากนี้ควรเปิดเวทีหารือ โดยรัฐบาลต้องมีความชัดเจนว่าจะพ้นวาระเมื่อใด อย่ายื้อเวลา อย่างประวัติศาสตร์ในอดีตที่เห็นกันมาแล้ว เพราะฉะนั้นหากรัฐบาลเพิกเฉย ดื้อรั้น ไม่ทำอะไรเลย จะยิ่งลำบาก เป็นการสะดุดขาตัวเอง ยิ่งทำให้อยู่ยากมากขึ้น ควรใช้วิกฤติเป็นโอกาส ไม่ให้คนลงสู่ท้องถนนมากขึ้น และอาจเกิดปรากฏการณ์พรรคร่วมรัฐบาล จะเริ่มไม่เอารัฐบาล แต่คิดว่านายกรัฐมนตรีพยายามสร้างตัวตนให้รักชาติ หากปล่อยปละจะทำให้ตัวเองเสียไปด้วย แม้จะลาออก ก็มีรัฐธรรมนูญเหมือนเดิม จึงควรเร่งแก้รัฐธรรมนูญ เพราะหากยื้อเวลาท้ายสุดจะกลายเป็นความเบื่อหน่ายในกลุ่มประชาชนที่มีต่อรัฐบาล.

 

 

 

 


ที่มา : ข่าวสด

22 Views