นับถอยหลังจากวันนี้ 30 กันยายน เหลือเวลา 1 เดือน กับ 3 วัน ชาวโลกจะเห็น “ว่าที่” ประธานาธิบดีสหรัฐฯคนใหม่คือใคร ระหว่าง “โดนัลด์ ทรัมป์” วัย 74 ปี ผู้รักษาเก้าอี้ประธานาธิบดีคนที่ 45 ตัวแทนพรรครีพับลิกัน หรือ “โจ ไบเดน” วัย 77 ปี ตัวแทนพรรคเดโมแครต อดีตรองประธานาธิบดีสมัยบารัค โอบามา หลังการเลือกประธานาธิบดีสหรัฐฯ วันอังคาร 3 พฤศจิกายน

ค่าเฉลี่ยคะแนนนิยม “คู่ชิง” เก้าอี้ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ล่าสุด จนถึง 26 กันยายน นายไบเดนคะแนนนำเหนือนายทรัมป์ เฉลี่ย 7.3 เปอร์เซ็นต์ คือ 49.8 ต่อ 42.5 เปอร์เซ็นต์ ส่วนกลุ่มคนที่ยังไม่ตัดสินใจเลือกใคร อยู่ที่ 7.7 เปอร์เซ็นต์

แม้ “โจ ไบเดน” คะแนนนิยมนำเหนือ “ทรัมป์” แต่ใช่ว่าโอกาสนายไบเดนจะเหนือกว่าไปจนถึงเส้นชัย เพราะคะแนนนิยม “ทรัมป์” ขยับตีตื้นขึ้นเรื่อยๆ

กระบวนการเลือกตั้งของสหรัฐฯไม่ได้ใช้คะแนนเสียงประชานิยมเป็นเกณฑ์ตัดสิน แต่ใช้ระบบ “คณะผู้เลือกตั้ง”––Electoral College เป็นผู้ลงคะแนนเลือกผู้นำประเทศ

จำนวนคณะผู้เลือกตั้งของแต่ละรัฐใน 50 รัฐ ขึ้นอยู่กับจำนวนประชากรในรัฐนั้นๆ “คณะผู้เลือกตั้ง” ทั้งประเทศ 538 เสียง ผู้สมัครชิงเก้าอี้ประธานาธิบดีคนใดคว้าชัยชนะได้รับเสียงสนับสนุนจากประชาชนมากที่สุดในรัฐใดก็จะคว้าคะแนน “คณะผู้เลือกตั้ง” ของรัฐนั้นไปทั้งหมด

ผู้สมัครชิงเก้าอี้ประธานาธิบดีคนใด คว้าคะแนน “คณะผู้เลือกตั้ง” ได้ถึง 270 เสียง หรือเกินกึ่งหนึ่ง ของ 538 เสียง ถือเป็นผู้ชนะเลือกตั้ง แต่ถ้าทั้งคู่ “บังเอิญ” คว้าฝ่ายละ 269 เสียง ก็ต้องไปสู่อีกกระบวนการหนึ่ง

ผลการหยั่งคะแนน “คณะผู้เลือกตั้ง” ล่าสุด นายไบเดนน่าจะคว้าได้แล้วอย่างต่ำ 233 เสียง ส่วนนายทรัมป์คาดว่าคว้าได้แล้ว 188 เสียง ส่วนที่เหลือของแต่ละคนต้อง “วัดดวง” วันเลือกตั้ง

ผลคะแนน “คณะผู้เลือกตั้ง” ในการชิงเก้าอี้ประธานาธิบดีสหรัฐฯเมื่อปี 2016 นาย ทรัมป์คว้าไป 304 เสียง ส่วนนางฮิลลารี คลินตัน คู่ชิง คว้าไปได้ 227 เสียง แม้ว่านางฮิลลารีชนะคะแนนเสียงประชาชนเหนือกว่านายทรัมป์

คะแนนคณะผู้เลือกตั้งมากที่สุด 10 รัฐ คือ แคลิฟอร์เนีย 55 เสียง เท็กซัส 38 เสียง ฟลอริดากับนิวยอร์ก รัฐละ 29 เสียง อิลลินอยส์กับเพนซิลเวเนีย รัฐละ 20 เสียง โอไฮโอ 18 เสียง จอร์เจียกับมิชิแกน รัฐละ 16 เสียง และนอร์ท– แคโรไลนา 15 เสียง


 

 

ที่มา : อานุภาพ เงินกระแชง

68 Views