สื่อมวลชนที่เข้าร่วมแถลงข่าว
สถานทูตรัสเซียประจำประเทศไทย จัดงานแถลงข่าวเมื่อ 15 มี.ค. 2022 โดยระบุว่า มีผู้เข้าร่วมในครั้งนี้ประมาณ 50 คนจากสื่อต่างๆ ในประเทศไทย

หลังรัสเซียรุกรานยูเครนเกือบครบ 3 สัปดาห์ เอกอัครราชทูตรัสเซียประจำประเทศไทยเปิดแถลงข่าวกับสื่อในไทยเมื่อ 15 มี.ค. แต่ไม่ให้ผู้สื่อข่าวที่ทำงานกับสื่อตะวันตกเข้าร่วมงาน

ผู้สื่อข่าวคนหนึ่งที่เข้าร่วมการแถลงข่าวกล่าวกับบีบีซีไทยว่า มีผู้สื่อข่าวและช่างภาพเข้าร่วมงานกว่า 30 คน โดยมีนายเยฟกินี โทมิคิน เอกอัครราชทูตรัสเซียประจำประเทศไทย เป็นผู้แถลงข่าวเพียงผู้เดียวและเปิดโอกาสให้มีการถามตอบ

นักข่าวชาวไทยคนนี้เล่าว่า มี “นักข่าวฝรั่ง” เข้าร่วมในงานแถลงข่าวเช่นกัน แต่ไม่น่าจะเป็นสื่อจากชาติตะวันตก โดยทางสถานทูตระบุกับสื่อมวลชนที่เข้าร่วมงานว่า รู้สึกประหลาดใจที่มีสื่อมวลชนลงทะเบียนขอเข้าร่วมงานจำนวนมาก แต่ด้วยข้อจำกัดด้านสถานที่และการต้องรักษาระยะห่างในช่วงการระบาดของโรคโควิด-19 จึงได้คัดเลือกเฉพาะสื่อมวลชนของไทยให้เข้าร่วมงานก่อน ยังไม่ได้เชิญสื่อจากชาติตะวันตกเข้าร่วมการแถลงข่าวในครั้งนี้

ส่วนนักข่าวจากสื่อไทยอีกแห่งหนึ่งเล่าว่า มีผู้สื่อข่าวไทยบางคนก็ไม่ได้รับเลือก ให้เข้าร่วมการแถลงข่าวครั้งนี้เช่นกัน

“ปฏิบัติการเพื่อยุติสงคราม”

นักข่าวชาวไทยทั้งสองคนเล่าว่า ทูตรัสเซียเริ่มการแถลงข่าวด้วยการกล่าวถึงความสัมพันธ์อันยาวนาน 125 ปี ระหว่างไทยและรัสเซีย หลังจากนั้น เขาเล่าถึงที่มาของความขัดแย้งครั้งนี้ว่า “ไม่ได้เพิ่งเกิดขึ้นเมื่อ 24 ก.พ. แต่เกิดขึ้นตั้งแต่ 8 ปีที่แล้ว” และระบุชัดเจนว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในยูเครนคือ “ปฏิบัติการพิเศษทางทหาร” ไม่ใช่ “สงคราม” โดยใช้เวลาพูดนานราว 30 นาที ก่อนที่จะเปิดโอกาสให้สื่อมวลชนซักถามอย่างเสรีอีก 1 ชั่วโมง

ทูตรัสเซีย
นายเยฟกินี โทมิคิน เอกอัครราชทูตรัสเซียประจำประเทศไทย

หนึ่งในสองนักข่าวเล่าว่า ทูตรัสเซียระบุชัดเจนว่า ปฏิบัติการนี้ไม่ใช่สงคราม เพราะทั้งรัสเซียและยูเครนต่างก็ไม่เคยประกาศสงครามระหว่างกัน แต่สหรัฐฯ และชาติตะวันตกได้ทำ “สงครามข้อมูลข่าวสาร” เพื่อทำให้โลกเข้าใจว่า “นี่คือสงคราม” แต่ทูตรัสเซียก็เผลอใช้คำว่า “สงคราม” เมื่อเอ่ยถึงเหตุการณ์ในยูเครนหลายครั้ง นอกจากนี้ยังย้อนถามนักข่าวไทยที่ขอให้ทูตรัสเซียอธิบายความแตกต่างของ “ปฏิบัติการพิเศษทางทหาร” และ “สงคราม” ด้วยว่า การที่สหรัฐฯ บุกอัฟกานิสถานเรียกว่า “สงคราม” หรือไม่

“ในบริบทของรัสเซีย สงครามครั้งนี้เกิดขึ้นมาตั้งแต่ 8 ปีที่แล้ว ตอนที่รัฐบาลชุดใหม่ [ของยูเครน] ดำเนินการโจมตีภูมิภาคดอนบาสที่มีโดเนตสก์กับลูฮันสก์ เพราะฉะนั้นถ้าในบริบทที่รัสเซียจะเรียกว่า สงคราม ก็คือตอน 8 ปีที่แล้ว แล้วครั้งนี้ เป็นปฏิบัติการเพื่อยุติสงคราม” นักข่าวที่เข้าร่วมงานเล่าถึงคำขยายความของทูตรัสเซีย

เอกสารที่สื่อมวลชนไทยได้รับแจกในงานนี้คือ เอกสารที่ชื่อว่า “โศกนาฏกรรมดอนบาส ความจริงที่อยู่เบื้องหลังเหตุการณ์ในยูเครนและดอนบาส (2014-2022)” โดยระบุว่า เรื่องราวเหล่านี้ไม่ได้รับการนำเสนอผ่านสื่อกระแสหลักในชาติตะวันตก และรัฐบาลยูเครนได้ละเมิดสิทธิมนุษยชนหลายอย่าง รวมถึงมีเด็กที่เสียชีวิตจากการโจมตีในดอนบาส 152 คน

เอกสารที่แจกสื่อมวลชนในงานแถลงข่าวของสถานทูตรัสเซีย
เอกสารที่แจกสื่อมวลชนในงานแถลงข่าวของสถานทูตรัสเซีย

ดอนบาส คือดินแดนลุ่มแม่น้ำทางตะวันออกของยูเครนที่ติดกับรัสเซีย กลุ่มกบฏแบ่งแยกดินแดนได้เข้ายึดครองพื้นที่วงกว้างในภูมิภาคนี้เมื่อปี 2014 และนับแต่นั้นก็ได้ประกาศตั้งตนเป็น “สาธารณรัฐประชาชนโดเนตสก์” (Donetsk People’s Republic หรือ DPR) และ “สาธารณรัฐประชาชนลูฮันสก์” (Luhansk People’s Republic หรือ LPR) โดยในช่วงก่อนที่รัสเซียจะบุกยูเครนไม่กี่วัน รัฐบาลรัสเซียได้ประกาศรับรองภูมิภาคทั้งสองว่า เป็นรัฐเอกราช

ผู้สื่อข่าวคนนี้ เล่าว่า ในการแถลงข่าว ทูตรัสเซียย้ำว่า รัสเซียเป็นฝ่ายถูกชาติตะวันตกและนาโต “กดขี่”

“30 ปี นับตั้งแต่สหภาพโซเวียต ล่มสลาย เขาบอกว่า รัสเซียเหมือนกับโดนกดขี่มาโดยตลอดจากคำโกหกของชาติตะวันตก นาโต และสหรัฐฯ ว่า จะไม่ขยายอิทธิพลขององค์การนาโตแล้ว แต่ 30 ปีที่ผ่านมาก็คือ เขาก็เจอการขยายอิทธิพลของนาโตมาถึง 5 ครั้ง แล้วครั้งนี้เสมือนว่า เป็นฟางเส้นสุดท้าย” นักข่าวที่เข้าร่วมงานเล่า

นักข่าวอีกคนหนึ่งเล่าให้บีบีซีไทยฟังสอดคล้องกันว่า ทูตรัสเซียได้เปรียบเปรยเหตุการณ์นี้เหมือนกับการถูกเพื่อนกลั่นแกล้งเป็นประจำ


ประเด็นที่สื่อไทยรายงาน

สื่อไทยที่ได้ร่วมงานแถลงข่าว ได้นำประเด็นที่น่าสนใจจากคำกล่าวและการตอบคำถามของทูตรัสเซียมานำเสนอข่าวอย่างหลากหลาย

เว็บไซต์มติชน พาดหัวว่า “ทูตรัสเซีย ยันไทยเป็นมิตร จวก ‘ยูเครน’ รวมหัว ‘สหรัฐ’ ใช้นกอพยพเป็นอาวุธชีวภาพ” โดยรายงานว่า นายโทมิคิน ระบุในช่วงหนึ่งเรียกร้องให้สหรัฐอเมริกา และยูเครน อธิบายเกี่ยวกับห้องแล็บวิจัยอาวุธชีวภาพในยูเครน โดยระบุว่า ประเด็นดังกล่าวเป็นเรื่องที่ร้ายแรงมากไม่เฉพาะรัสเซียและยูเครน แต่สำหรับชุมชนทั้งโลก รัสเซียต้องการให้สหรัฐอเมริกา และยูเครน ชี้แจงเกี่ยวกับการใช้อาวุธชีวภาพ และยกตัวอย่างด้วยว่า มีโครงการที่ใช้นกอพยพเป็นพาหะนำอาวุธชีวภาพเข้าสู่ดินแดนรัสเซีย

ประชาชาติธุรกิจ พาดหัวข่าวว่า “ทูตรัสเซีย ขอบคุณรัฐบาลไทย วางตัวเป็นกลาง ไม่ขีดเส้นศึกยูเครนจบเมื่อใด”

นายโทมิคินกล่าวขอบคุณรัฐบาลไทยที่แสดงจุดยืนเป็นกลางต่อสถานการณ์ในขณะนี้ แม้จะลงมติประณามรัสเซียในการประชุมสมัชชาใหญ่สหประชาชาติ

อาคารที่พักอาศัยหลายแห่งในกรุงเคียฟของยูเครนเสียหายจากการโจมตีของรัสเซีย
อาคารที่พักอาศัยหลายแห่งในกรุงเคียฟของยูเครนเสียหายจากการโจมตีของรัสเซีย

นอกจากนี้ประชาชาติธุรกิจยังได้อ้างคำกล่าวของทูตรัสเซียช่วงหนึ่งว่า “เราขอบคุณที่รัฐบาลไทยมีจุดยืนที่สมดุล เราหารือกับกระทรวงต่างประเทศของไทยอย่างเปิดเผยตรงไปตรงมา เราดีใจที่ฝั่งไทยพร้อมฟังในสิ่งที่เราพูด แม้ว่าจะมีแรงกดดันสูงมากจากรัฐบาลชาติตะวันตก ประเทศไทยเป็นหุ้นส่วนที่เชื่อถือได้มายาวนาน เราไม่เคยขัดแย้งทางการเมืองต่อกัน” ทูตรัสเซียกล่าวถึงกรณีที่เอกอัครราชทูตชาติยุโรป 25 ประเทศ เดินทางเยือนกระทรวงต่างประเทศเพื่อกดดันรัฐบาลไทยก่อนหน้านี้

ส่วนเดลินิวส์รายงานว่า รัสเซียชื่นชมไทย “วางตัวเป็นกลาง” ไม่ติดใจการลงมติสมัชชายูเอ็น โดยได้อ้างคำพูดของทูตรัสเซียว่า แม้ไทยเป็นหนึ่งใน 141 ประเทศ ที่ออกเสียงสนับสนุนมติของสมัชชาสหประชาชาติเมื่อต้นเดือนนี้ เรียกร้องรัสเซียยุติปฏิบัติการทางทหารในยูเครนทันที อย่างไรก็ตาม รัสเซียคาดการณ์ว่า เป็นผลจาก “แรงกดดันของตะวันตก” และรัฐบาลมอสโกไม่ติดใจในเรื่องนี้

ทีเอ็นเอ็น ออนไลน์ รายงานว่า ทูตรัสเซียในไทยแสดงจุดยืนต่อปฏิบัติการทางทหารในยูเครน “ไม่มีใครอยากเห็นสงครามโลก” และได้อ้างคำพูดของทูตรัสเซียว่า “เพราะถ้าสงครามโลกครั้งที่ 3 เกิดขึ้น มันอาจเป็นสงครามครั้งสุดท้ายของโลก จุดยืนของรัสเซีย จึงพยายามยุติสงครามครั้งนี้ให้เร็วที่สุด”

วัชรินทร์ เศรษฐกุดั่น จากสำนักข่าวไทย ซึ่งได้ร่วมการแถลงข่าวครั้งนี้ด้วย ได้โพสต์เฟซบุ๊กว่า “รัสเซียอยากให้วิกฤตนี้จบลงโดยเร็วที่สุด และเราไม่ได้เป็นฝ่ายเริ่ม ความจริงต้องย้อนไปดูประวัติศาสตร์ เหตุการณ์นี้มันเริ่มมาจากฝ่ายยูเครน ตั้งแต่ 8 ปีก่อนแล้ว”

แคปหน้าจอเฟซบุ๊ก

ที่มาของภาพ,WATCHARIN SETAKUDAN/FACEBOOK

“เอกอัครราชทูตรัสเซียประจำประเทศไทย ย้อนประวัติศาสตร์ให้สื่อไทยฟังว่า จุดเริ่มต้นของสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างรัสเซียกับยูเครน ไม่ได้เพิ่งเกิดขึ้นเมื่อ 3 สัปดาห์ที่แล้ว แต่ความจริงเป็นเรื่องที่สืบประวัติศาสตร์ได้ ว่าความขัดแย้งนั้นเกิดขึ้นตั้งแต่สมัยยุคกลาง ซึ่งยังเป็นยุคอดีตสหภาพโซเวียต ต่อมาในยุค 30 ปีที่แล้ว สงครามเย็นสิ้นสุดลงในปี 2534 โลกได้เห็นเยอรมนีตะวันออกและตะวันตกรวมชาติกันได้ ณ วันนั้น องค์การสนธิสัญญาแอตแลนติกเหนือ หรือ นาโต ให้คำมั่นสัญญาว่า จะไม่ขยายกรอบอิทธิพลมายังประเทศที่มีพรมแดนติดรัสเซีย แต่เมื่อเวลาผ่านไปจึงเห็นได้ชัดว่า สิ่งที่นาโตพูดไม่เป็นความจริง” วัชรินทร์สรุปเนื้อหาจากการแถลงของทูต

ที่มา BBCThai

314 Views