ภรรยาของ “บิลลี่” ยังมองไม่เห็นความหวัง แม้อัยการสูงสุดสั่งฟ้องนายชัยวัฒน์ ลิ้มลิขิตอักษร อดีตหัวหน้าอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน และพวก 4 คน ฐาน “ร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน” ยอมรับว่า หมดศรัทธาในตุลาการไทย เพราะท้ายสุดผู้อยู่เบื้องหลังที่แท้จริงก็ยังลอยนวล

ช่วงสายวันที่ 16 ส.ค. หรือไม่ถึง 24 ชั่วโมง หลังบีบีซีไทยและสื่อไทยหลายสำนัก รายงานข่าวการสั่งฟ้องนายชัยวัฒน์และพวก พิณนภา พฤกษาพรรณ หรือ มึนอ ภรรยาของบิลลี่-พอละจี รักจงเจริญ พึ่งออกจากโรงพยาบาลหลังรถล้ม ทำให้เส้นเอ็นหัวไหล่ฉีกขาด ใช้แขนข้างหนึ่งไม่สะดวก

เมื่อบีบีซีไทยสอบถามมึนอถึงความรู้สึกต่อความคืบหน้าสำคัญในคดีบิลลี่ เธอตอบกลับมาว่า “เห็นข่าวแล้วก็รู้สึกเฉย ๆ”

“ความหวังมันน้อยมากเลย มันรอมานาน เหมือนทำอะไรไม่ได้” มึนอ บอกกับบีบีซีไทย ปัจจุบัน เธอยังอาศัยอยู่ที่บ้านแม่ในจังหวัดปราจีนบุรี โดยระหว่างพูดคุยนั้น มีเสียงเด็กเล็กร้องระงมออกมาเป็นพัก ๆ

มึนอขยายความถึงประโยค “เหมือนทำอะไรไม่ได้” โดยเธอเชื่อว่ามีผู้มีอำนาจอยู่เบื้องหลังนายชัยวัฒน์ และแม้ท้ายสุด จะทวงความยุติธรรมด้วยการลงโทษนายชัยวัฒน์ และพวกที่เป็นผู้กระทำการฆาตกรรมได้ แต่ “คนสั่งการ” คงหลุดรอดเงื้อมมือกฎหมายไทย

ย้อนรอยคดีบิลลี่

11 พ.ย. 2562 ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง อนุมัติหมายจับนายชัยวัฒน์ และผู้เกี่ยวข้องกับการหายตัวไปของนายพอละจี หรือบิลลี่ รักจงเจริญ แกนนำประชาชนชาวกะเหรี่ยงบ้านโป่งลึก-บางกลอย อีกสามคน ในความผิดฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน

บุคคลอีก 3 คนที่ถูกออกหมายจับร่วมกับนายชัยวัฒน์ ได้แก่ นายบุญแทน บุษราคำ, นายธนเสฏฐ์ หรือไพฑูรย์ แช่มเทศ และนายกฤษณพงษ์ จิตต์เทศ ทั้งหมดถูกออกหมายจับโดยมีฐานความผิด 6 ข้อ นอกจากความผิดฐานร่วมกันฆ่าแล้ว ยังมีความผิดฐานร่วมกันข่มขืนใจผู้อื่น ร่วมกันหน่วงเหนี่ยวหรือกักขังผู้อื่นทำให้ปราศจากเสรีภาพและเป็นเหตุให้ถึงแก่ความตาย ร่วมกันข่มขืนใจผู้อื่นโดยใช้กำลังประทุษร้ายหรือขู่เข็ญ ว่าจะทำอันตรายต่อชีวิต ร่วมกันปล้นทรัพย์เป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย และร่วมกันอำพรางคดี กระทำการแก่ศพ เพื่อทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงผลในทางคดี

ชัยวัฒน์ ลิ้มลิขิตอักษร

ที่มาของภาพ,BBC THAI
นายชัยวัฒน์ ลิ้มลิขิตอักษร ในฐานะที่ปรึกษาทีมพญาเสือมีส่วนร่วมในปฏิบัติการจับกุมคณะของนายเปรมชัย กรรณสูต คดีล่าเสือดำป่าทุ่งใหญ่ฯ

ทั้งหมดยังมีความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการอันเป็นความผิดที่สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ หรือ ป.ป.ท.ได้ไต่สวนพบมูลความผิดแล้ว

นายพอละจี หรือบิลลี่ หายตัวไปที่อุทยานแห่งชาติแก่งกระจานตั้งแต่ 17 เม.ย. 2557 โดยนายชัยวัฒน์ อดีตหัวหน้าอุทยานฯ ยอมรับว่าเขาได้ควบคุมตัวบิลลี่ไว้ด้วยข้อหาครอบครองน้ำผึ้งป่าอย่างผิดกฎหมาย แต่ได้ปล่อยตัวไปในวันเดียวกัน

นับตั้งแต่นั้นไม่มีผู้พบตัวบิลลี่ ขณะที่นางพิณนภา พฤกษาพรรณ หรือ มึนอ ภรรยาของบิลลี่ร่วมกับเครือข่ายองค์กรด้านสิทธิมนุษยชน ได้ดำเนินเรื่องให้ติดตามการหายตัวไปของบิลลี่

เมื่อเดือนมิถุนายน 2561 กรมสอบสวนคดีพิเศษหรือดีเอสไอได้รับคดีการหายตัวไปของบิลลี่เป็นคดีพิเศษ และล่าสุดเมื่อเดือนกรกฎาคม 2562 ดีเอสไอได้เปิดเผยหลักฐานสำคัญเชื่อมโยงการหายตัวไปของบิลลี่ คือ กระดูกกะโหลกมนุษย์ในถังขนาด 200 ลิตรที่จมอยู่ใต้น้ำ บริเวณสะพานแขวนเหนืออ่างเก็บน้ำเขื่อนแก่งกระจาน การตรวจสอบพบว่ากระดูกที่พบมีสารพันธุกรรมหรือดีเอ็นเอตรงกับนางโพเราะจี รักจงเจริญ มารดาของบิลลี่ และอนุมานเบื้องต้นว่าบิลลี่เสียชีวิตแล้ว

พอละจี รักจงเจริญ

ที่มาของภาพ,ครอบครัวรักจงเจริญ
บิลลี่ ซึ่งขณะหายตัวไปมีอายุได้ 30 ปี เป็นแกนนำชาวกะเหรี่ยงที่มีบทบาทสำคัญในการเคลื่อนไหวเรียกร้องสิทธิชุมชนชาวกะเหรี่ยงในการอยู่อาศัยและทำกินในเขตอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน

97 Views